สีเหลืองเยลโล่ว บ๊ายบาย Skooldio

Cover of สีเหลืองเยลโล่ว บ๊ายบาย Skooldio

สีเหลืองเยลโล่ว บริษัทที่อยากเข้า Skooldio ผ่ามมม

นี่เป็นประโยคที่นิลใช้ใน form สมัครงานเมื่อ 4 ปีที่แล้วครับ เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำสำหรับนิลเลยแหละครับ ตอนนี้ผ่านมา 4 ปีแล้ว หมดเวลาสนุกแล้วสิครับ ถึงเวลาที่นิลจะออกไปเติบโตในที่แห่งอื่นแหละครับ นิลแอบอยากมา recap ว่าใน 4 ปีนี้ นิลได้ทำอะไรบ้างกับ Skooldio ครับ นิลอยากเริ่มจากสิ่งที่นิลได้ลองใน 4 ปีที่ Skooldio และจบด้วยสิ่งที่นิลได้เรียนรู้นะครับ ใครอยากอ่านตรงไหนสามารถเริ่มอ่านจากจุดนั้นได้เลยครับ


สิ่งที่นิลได้ลองใน 4 ปีที่ Skooldio Tech

เอาล่ะ 4 ปีทุกคนคิดว่านิลจะได้เป็นอะไรมาแล้วบ้าง มาดูกั๊น 555555

Technical Growth

ได้ลองเป็น PM และ UX/UI Designer จำเป็นในหลาย ๆ project

อย่างที่เคยบอกใน blog แรกไปว่านิลเคยอยู่ทีมที่เป็น Proof of Concept (PoC) ซึ่งเป็นทีมที่ต้องพัฒนา product อย่างไว เลยมีบาง project ที่พี่ ๆ ให้นิลลองไปรับ requirement กับลูกค้าเอง หรืออาจจะมีบาง project ที่รีบมากและไม่ได้ design ของบางส่วนไว้ ทำให้นิลได้ลองจับงานทั้ง requirement เขียน user story จนถึงการไปก๊อก ๆ แก๊ก ๆ Figma มาด้วยแหละ ถือว่าได้ลองอะไรเยอะเลยครับ

ได้เป็น Dev Lead ทำ Learning Platform สำหรับนักเรียนหลักหมื่นคนทั่วไทย

อันนี้เรียกได้ว่า highlight เลยแหละครับ นิลได้ร่วมทำ platform KapiBarian ใน Craft AI Project เพื่อพัฒนา platform ที่ช่วยส่งเสริม reading literacy และ critical thinking ให้กับน้อง ๆ ครับ รวมถึงต้องสามารถให้ครูมาดูข้อมูลและช่วยส่งเสริมการพัฒนาน้อง ๆ ได้อีกด้วย

ใน project นี้ นอกจากเป็น Dev ที่ทำงาน ต้องเป็น Dev Lead คอยดูงานน้อง ๆ และควบคุม timeline ของ project งานนี้นิลยังควบงาน Software Architect ที่ต้องวาง architect ของระบบและเป็น DX Engineer ที่ช่วยลดคอขวดของการทำงานของชาว Dev และต้องบินไปตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสอนคุณครูใช้งานระบบด้วยครับ บอกเลยว่าเหนื่อยมากกกกก แต่ก็สนุกมากเหมือนกันครับ ยิ่งช่วงท้าย ๆ นี่นิลคิดว่านิลเริ่ม sync กับน้อง PM จนมองตาแล้วออก requirement กันแล้วแหละ 555555 แต่เสียดาย นิลแรงหมดก่อน แหะ ไม่งั้นน่าจะได้ทำอะไรที่สนุกกันอีกเยอะเลยแหละ (อ่ยยย 😔)

Communication Growth

ได้ลองเขียน Blog (และยาวมาถึงทุกวันนี้)

อันนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่นิลรู้สึกว่า success สำหรับนิลมากเลยครับ เมื่อ 4 ปีก่อน นิลรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่พูดไม่รู้เรื่องเลย เป็นคนที่เรียบเรียงคำพูดไม่เป็นเลย พอนิลทำงานที่ Skooldio ครบ 1 ปี นิลก็ได้เห็นพี่ ๆ เขียน LinkedIn ในการครบรอบการทำงานและนิลก็เห็นพี่ ๆ ที่ออฟฟิศเขียน blog กัน นิลเลยอยากลองมั่ง ซึ่งออกมาเป็น blog แรกอันนี้ครับ

และหลังจากที่นิลลองเขียน blog เมื่อ 3 ปีที่แล้ว และได้ออกไปงาน meetup งาน conference รวมถึงได้เป็น facilitator workshop ที่ต้องใช้ skill การพูดและการอธิบายเยอะ ๆ แล้ว นิลรู้สึกว่านิลสามารถเรียบเรียงการพูดนิลได้ดีขึ้น และสามารถอธิบายของหลาย ๆ อย่างให้เพื่อน ๆ เข้าใจได้ดีขึ้นครับ

ล่าสุดคุยกับเพื่อนที่เรียนสถาปัตย์มาแล้วเพื่อนบอกว่า อยากคุยกับ Dev ที่สื่อสารออกมารู้เรื่องแล้วคิดถึงนิลคนแรก ในใจนิลแบบ 🥹 รู้สึกภูมิใจอันนี้มาก ๆๆ 😭 โฮฮฮ

ได้ลองเป็น Speaker พูดหน้าห้องเรียน

อันนี้เป็น event ที่เกิดขึ้นงง ๆ ฮะ เรื่องหลัก ๆ เลยมีอยู่ว่า manager ที่ออฟฟิศนิลเป็นเพื่อนกับอาจารย์วิศวะภาคคอมที่จุฬาฯ ครับ และมีอยู่คาบนึงที่อาจารย์เขาไม่ว่างเลยอยากให้พี่ manager คนนั้นมาแชร์เกี่ยวกับการทำงานในบริษัทให้น้อง ๆ วิศวฯ จุฬาฯ ปี 1 ฟังกันครับ ซึ่งพี่ manager เขาก็ให้โอกาสนิลในการมาพูดหน้าห้องเรียนให้น้อง ๆ ฟังกัน ซึ่งก็เป็นโอกาสที่ทำให้นิลได้เรียนรู้เกี่ยวกับการพยายามควบคุมห้องเรียนด้วย ถือว่าได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ดีครับ

ได้ลองออกไป Conference และ Meetup

นิลได้เริ่มที่การได้ลองไป UX Day ของ Gang Connector ในปี 2023 ครับ ซึ่งตอนนั้น Skooldio เป็น sponsor เลยทำให้มีตั๋วเข้างานครับ เอาตรง ๆ คือนิลรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ social awkward มาก ๆ แต่ก็คิดอีกมุมนึงว่า ถ้านิลไป น่าจะได้เจอเพื่อน ๆ UX ในบ. แหละ นิลเลยกัดฟัน 1 ทีแล้วก็ตัดสินใจไปครับ แต่ในความเป็นจริง ไม่มีเพื่อนไปเลยครับ นั่นเลยทำให้นิลต้องพยายามเอาตัวรอดในงาน conference ครั้งแรก และก็ได้ค้นพบท่าในการเข้าสังคมรูปแบบใหม่คือ ถ้าเราคุยกับ extrovert คนนึงแล้วเขาถูกชะตากับเรา เขาจะพาเราไปด้วยทุกที่ในงานและพาเราไปรู้จักคนเยอะมากเลย

ซึ่งนิลก็ได้เรียนรู้ว่า conference/meetup เนี่ย value ที่มากกว่าการมาฟัง topic ต่าง ๆ คือการได้คุยกับคนอื่น ๆ ในงานและแลกเปลี่ยนความคิดในหัวข้อที่เราสนใจร่วมกัน และมันทำให้เราได้คุยกับคนที่มีความชอบคล้าย ๆ กัน รวมถึงมันได้ connect กับผู้คนไว้ และเราก็จะสามารถเห็น movement ของคนที่ทำของใกล้ ๆ กันได้ (และมันได้ของตามบูธที่เขามาเปิดเยอะด้วย ฮา 5555555)

ได้ลองเป็น TA และ Facilitator ตาม workshop ต่าง ๆ

นิลได้เริ่มเป็น TA จาก bootcamp ที่มีชื่อว่า Web Development Bootcamp ครับ โดยตอนแรกก็แอบไม่มั่นใจ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังอธิบายเกี่ยวกับ technical ได้ไม่ดีขนาดนั้น แต่พอลองได้ทำก็รู้ว่าจริง ๆ ตัวนิลก็ทำได้นี่นา หลังจากที่นิลรู้สึกว่านิลทำได้แล้ว นิลก็เริ่มขยายผลไปตาม workshop ต่าง ๆ ของ Skooldio ครับ เริ่มจาก Product Manager Bootcamp, Prompt Engineering and RAG, AI Automation for Business Transformation และ AI Automation Transformation

Random Event

ได้แข่ง Hackathon ในนามบริษัท

ย่างเข้าปีที่ 2 ของการทำงาน นิลก็ได้ถูกชวนไปส่ง project เข้าแข่ง hackathon ของ ETDA ในรายการ Hack for GROWTH ครับ ซึ่งเป็นการหา solution การส่งเสริมในหมวดการท่องเที่ยวครับ ซึ่งตอนนั้นก็ถึงรอบ 20 ทีมสุดท้ายแหนะะ ยังคงคิดถึงพี่ ๆ ที่อยู่ในทีมที่แข่งด้วยกัน เป็น moment ที่สนุกมากครับ ได้เข้าไปเรียนรู้อะไรเยอะเลยว่าโลกนี้ไม่ได้จบที่แค่ coding แต่ idea และ business มันต้องมาด้วย

ได้ลองสอน Class ใน Web Development Bootcamp รุ่นที่ 2

นิลได้รับโอกาสจากพี่ฝั่ง business ว่าอยากได้คนสอนเกี่ยวกับ git ซึ่งพี่เขามองว่านิลดูสอนได้และนิลก็เป็น TA ใน bootcamp นี้อยู่แล้ว คนเรียนทุกคนน่าจะรู้จัก และก็นิลก็ย้ายสายมาด้วย อาจจะสามารถอธิบายในมุมที่น้อง ๆ ที่ย้ายสายเหมือนกันจะเข้าใจได้ ซึ่งเอาตรง ๆ คือตอนนั้น นิลไม่มั่นใจเลย แต่ในหัวนิลก็คือ “ลองดู” ครับ

ซึ่งก็ซ้อมสอนหลายรอบมาก เตรียมกับน้อง TA เยอะมาก ก็ยังมีจุดที่พลาดอยู่ครับ ตอนสอนนิลก็ยังลน ๆ และก็มี slide นึงที่พลาดแบบมี comment TODO ไว้ใน slide ด้วย (ขอโทษนักเรียนรุ่นนั้นด้วยครับ 🥲) สุดท้ายก็ผ่านมาได้แบบทุลักทุเลมาก ๆ มองย้อนกลับไปต้องขอบคุณพี่ ๆ ที่ไว้ใจให้สอนและน้อง ๆ TA ที่ support กันวันนั้น รวมถึงคนเรียนทุกคนที่อยู่ฟังกันจนจบด้วยครับ ขอบคุณครับ ✅

ได้เรียน bootcamp 7 หมื่นฟรี

อันนี้เริ่มจากการที่นิลสนใจ UX จากการไป UX Day ในปี 2023 และ UX Conference ในปี 2024 มา ทำให้นิลเริ่มจะสนใจในสาย UX มากขึ้นครับ นิลเลยตัดสินใจขอเรียน UX/UI Bootcamp ของ Skooldio ไป (ซึ่งเป็นสวัสดิการที่จะสามารถขอเรียน Bootcamp ฟรีได้นะครับ อิ_อิ) ซึ่งนิลก็บอกตรง ๆ เลยว่าคุ้มมากกก สามารถอ่าน review ของนิลได้ที่นี่เลย

ได้ลองเป็นช่างภาพงาน event

เมื่อก่อนนิลรับงานถ่ายรูปพวกรับปริญญาแหละครับ ซึ่งในตอนนี้ร่างกายนิลก็รับการถือกล้องหนัก ๆ เป็นเวลานาน ๆ ไม่ไหวแล้ว นิลก็เลยเลือกจะเลิกรับงานถ่ายรูปไป ทีนี้สิ้นปีที่แล้วมีการรับสมัคร staff งานมาเรียนธอนของ Skooldio ซึ่งนิลก็อยากไปช่วย volunteer มาก ๆ ครับ โดยที่พี่ ๆ เขารู้ว่านิลถ่ายรูปได้ พี่เขาเลย assign นิลมาเป็นตากล้อง ซึ่งเอาจริง ๆ เลยคือนิลไม่มั่นใจเลยครับว่าจะเป็นตากล้องงาน event ได้เพราะไม่เคยทำแบบจริง ๆ จัง ๆ เลยครับ (ไม่มั่นใจอีกแล้วครับท่านผู้ชม 5555555)

แต่สุดท้ายนิลก็รอดออกมาได้ครับ นิลได้เจอกับพี่ ๆ หลายคนเลย ทั้งพี่เนียร์จาก Rebalance พี่คะน้าจากเพจ Farang Angmor พี่จอยจากเพจ Finding Joy อาจารย์เกดจากเพจเกตุวดี Marumura เจ้าของหนังสือริเน็นที่โด่งดังมาก ๆ และก็ได้เจอพี่ ๆ ทีมเสือเผ่นมาสอนการวิ่ง และก็พี่เอ๋ นิ้วกลมด้วย เป็นการทำงานที่ได้รับความรู้ในหลาย ๆ ด้าน และทำให้นิลมองโลกการทำงานโดยเลนส์ใหม่ ๆ ด้วยครับ ขอบคุณพี่ ๆ ที่ให้โอกาสนิลได้ทำตรงนี้ด้วยครับ


สิ่งที่ได้เรียนรู้ในการทำงาน 4 ปี

นิลกลัวจะเขียนเยอะเกิน ขอคัดอันเด็ด ๆ มา 10 ข้อละกันครับ

  1. เราทุกคนมี pace ของตัวเอง เข้าใจตัวเองและอย่าเร่งตัวเอง

ในช่วงแรก ๆ ที่นิลทำงานครับ นิลคิดว่าตัวเองช้ากว่าคนอื่น พยายามอัดงานเข้าไป พยายามเรียนรู้เพิ่มเยอะ ๆ เพียงเพราะนิลคิดว่านิลกำลังทำได้ไม่ดีพอ นิลต้องตาม Dev คนอื่น ๆ ให้ทัน แต่พอไปคุยกับ manager มาจริง ๆ นิลก็ทำได้ตาม expectation ของ junior แล้ว หรือทำได้ตามที่พี่ ๆ เขาคาดหวังแล้ว ซึ่งนิลก็กลับมาคิดได้ว่าจริง ๆ ทุกคนก็มี pace ของตัวเองครับ เราต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้เรากำลังพุ่งไปด้วยความเร็วเท่าไหร่ และเราต้องกลับมาคิดดี ๆ ว่าการพุ่งไปด้วยความเร็วเท่านั้น ส่งผลกับเราอย่างไรบ้าง

  1. อย่ารอจนพร้อม 100% ค่อยลอง

ถ้าสังเกตดูในพาร์ทก่อนหน้านี้ เกือบทุกอย่างที่นิลได้ลอง ไม่ว่าจะเป็น TA, การสอน class Web Dev Bootcamp, ช่างภาพงาน event, หรือการขึ้นไปพูดหน้าห้องเรียน นิลเริ่มต้นด้วยความรู้สึก “ไม่มั่นใจ” แทบทั้งนั้นเลยครับ 5555 นิลรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม ยังเก่งไม่พอ ยังอธิบายได้ไม่ดีพอ แต่พอได้ลองทำจริง ๆ นิลก็พบว่าเราทำได้นี่นา และเราเก่งขึ้นจากการได้ลองทำ ไม่ใช่จากการรอให้พร้อมก่อน learning ที่ได้คือถ้ามัวรอให้พร้อม 100% ก่อนค่อยลอง เราอาจจะไม่ได้เริ่มสักที ความพร้อมหลาย ๆ อย่างมันมาจากการลงมือทำไปเลยมากกว่าครับ

  1. อย่าเพิ่งรีบแก้ปัญหา ถ้ามันยังไม่เกิด

หลาย ๆ ครั้ง นิลจะเป็นสาย preventive โดยจะพยายามแก้ปัญหาก่อนที่มันจะเกิด เพราะนิลอาจจะเคยผ่านมาแล้ว และนิลก็รู้ว่ามันจะเป็นปัญหา แต่เวลาที่มันยังไม่เป็นปัญหาเนี่ย ทุกคนจะมองว่านิลคิด worst case เกินไป หรือหลาย ๆ คนจะไม่เชื่อนิลในตอนแรกครับ ซึ่งสุดท้ายตอนที่ทุกคนเจอปัญหานี้จริง ๆ และมันก็ใหญ่มาก ๆ แล้ว ซึ่งนิลก็ได้ learning ว่านิลควร point ปัญหาให้ถูกเวลามากขึ้นครับ

  1. ทุกครั้งที่เราแก้ปัญหานึง จะมีอีกปัญหานึงโผล่มาเสมอ

ในองค์กรของเราจะเต็มไปด้วยปัญหาครับ ซึ่งนิลก็จะอยากแก้ปัญหาตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้นเต็มไปหมด บางอันนิลก็แก้ได้ บางอันก็แก้ไม่ได้ แต่พอนิลยิ่งแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ นิลก็ค้นพบว่านิลก็จะเจอปัญหาเรื่อย ๆ นี่นา ซึ่ง learning ที่ได้ก็คือนิลควร prioritize ปัญหาที่จะแก้ รวมถึงแก้บางอัน และเรียนรู้ที่จะอยู่กับบางปัญหาให้ได้

  1. เวลาคุยกับใคร ให้คุยในหน่วยเงินที่เขาสนใจ

เวลาเราคุยกับ PM เราก็ควรจะคุยกับเขาว่า solution A ใช้เวลากี่วัน มี trade off อะไร ไม่ใช่ว่าเราจะไปคุยกับเขาว่าการทำ solution A ใช้ library นี้แล้วมันทำแบบนี้ วู้ฮู้~

ข้อนี้จริง ๆ มันคือการ know your audience ครับ คุยกับใครก็ใช้ภาษาคนนั้น หรือใช้หน่วยที่คนนั้นสนใจ มากกว่าการที่เราจะใช้หน่วยเงินของตัวเองในการคุยในทุก ๆ ที่

  1. อย่าคิดไปเองว่าสิ่งที่เราทำมันมี value ถ้าบริษัทไม่ได้สนใจขนาดนั้น

อันนี้เป็นบทเรียนที่เจ็บอยู่เหมือนกันครับ หลาย ๆ ครั้งนิลจะอินกับงานบางอย่างมาก ๆ คิดว่ามันเจ๋ง มันมีประโยชน์ มันต้องเป็นของที่สำคัญแน่ ๆ แล้วก็ทุ่มแรงลงไปเต็มที่ แต่สุดท้ายมันกลับไม่ใช่สิ่งที่บริษัทกำลัง focus อยู่ในตอนนั้น สิ่งที่เรามองว่ามี value มาก ๆ เลยกลายเป็นของที่ไม่มีใครสนใจเท่าที่เราคิด เช่น นิลเคยไป optimize CI จากที่มัน run maximum 45 นาที เหลือ maximum แค่ 10 นาที ยิ่งงานที่ run น้อย ๆ เนี่ย เหลือแค่ 3 นาทีด้วยซ้ำครับ ซึ่งในมุมนิลมันคือการ optimize ขั้นเทพแบบ เชรดดด กูทำได้ไงวะ

แต่สุดท้ายแล้วสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทีม focus ตอนนั้นครับ ทีมกำลัง focus deliverable กันในระดับที่สามารถปิด CI ทิ้งได้เลยแหละ (ใช่ครับ ปิดทิ้งเลย 😭) นิลเลยได้ learning ว่า value ของงานไม่ได้ตัดสินจากเราคนเดียว แต่มันต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ทีมหรือบริษัทกำลังให้ความสำคัญด้วย ก่อนจะทุ่มแรงลงไป ลองเช็คก่อนว่าของที่เราจะทำมัน align กับ direction ขององค์กรไหม

  1. ทำงานอย่าติดเกรงใจขนาดนั้น

หลาย ๆ คนเวลาทำงานครั้งแรกแล้วขอ request อะไรจากพี่ ๆ ไป เราจะชอบรอ หรือถ้าพี่ ๆ บอกว่าไม่ได้ เราก็จะถือว่าเราไม่ได้ (หรืออันนี้อาจจะเป็นที่นิล) แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้เราอยากทำงานที่นี่ต่อ หรือเป็นสิทธิที่เราพึงได้ ก็สู้เพื่อสิ่งนั้นเถอะ อย่าเกรงใจขนาดนั้นเลย

  1. ทุก ๆ อย่างในการทำงานเป็น trade off ดูดี ๆ ว่าตอนนั้นทีมกำลัง focus อะไรกันอยู่

ในช่วงแรก ๆ ของการทำงาน นิลเป็นคนที่ทำงานไวมาก แต่สุดท้ายมัน trade กับคุณภาพของ code ที่เขียน ในขณะเดียวกัน ตอนนี้นิลทำงานด้วยวิธีที่ใช้เวลาวางแผนเยอะมาก ๆ ข้อเสียคือใช้เวลาวางแผนเยอะ แต่นิลสามารถลด surprise ได้ทั้งหมด ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้ ไม่มีวิธีไหนที่ผิดเลย แต่ถ้าตอนนั้นทีมกำลังเร่ง กำลังรีบ ทุกอย่างต้องรีบทำ การที่นิลใช้เวลาวางแผนนานก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ก็ได้ หรือถ้านิล focus คุณภาพดี ๆ การเร่งแบบแรกของนิลก็อาจจะไม่มีประโยชน์ก็ได้

  1. หน้าที่ของ engineer คือการ deliver solution อย่าทำตัวเป็น blocker ของทีม

ในช่วงแรก ๆ ของการทำงาน project นึง นิลเอา practice ของ software ไปเป็นตัวตั้ง ว่าเราจะไม่ทำสิ่งนี้ ถ้ามันขัด coding standard หรือ software practice ในบางอย่าง ถ้าสิ่งที่ลูกค้าขอไม่ได้ขัดกับสิ่งที่เราตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ เราในฐานะ engineer ก็ควรดัน solution ที่พา user ไปถึง goal มากกว่าจะไปยึด coding standard

  1. การลาออก ก็เหมือนการบอกเลิกความสัมพันธ์

ในวันที่นิลตัดสินใจลาออกและค่อย ๆ เดินไปบอกทีมทีละคน หรือทีละกลุ่ม นิลรู้สึกหนักใจมากครับ ลามไปถึงการนอนไม่หลับเลยแหละ เพราะนิลรู้สึกเหมือนกำลังจะเดินออกจากความสัมพันธ์ที่เราสู้ด้วยกันมา 9 เดือน หรือบางคนก็เจอนิลตั้งแต่นิลเพิ่งเข้า นิลรู้สึกผูกพันกับที่นี่มากเลยครับ และการตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนิลเลย ;-;


จบไปแล้วนะครับ ทั้ง blog ทั้ง journey ของนิลที่ Skooldio อย่างที่บอกเลยว่าเป็น 4 ปีที่ครบรสมาก ๆ ยังมีหลาย ๆ อย่างที่อยากทำที่นี่ แต่ก็ด้วยโอกาสและเวลา นิลก็อาจจะต้องไปต่อละครับ ขอบคุณ Skooldio รวมถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่บริษัทด้วยครับ ทุกคนน่ารักกับนิลมาก ถ้าเจอกันตามงาน meetup หรือ conference ก็ทักกันด้วยน้าา 🤣 ส่วน journey ถัดไปนิลจะไปทำที่ไหนต่อ รอติดตามได้เลยครับ

ขอบคุณทุก ๆ คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ

นิล

Related Posts

Cover of สีเหลืองเยลโล่ว 1 ปีกับ Skooldio

สีเหลืองเยลโล่ว 1 ปีกับ Skooldio

รู้สึกแปลก ๆ กับการมาเล่าเรื่องแบบนี้แฮะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนนะ ชื่อนิลนะครับ ตอนนี้เป็น Software Engineer ที่ Skooldio และก็อย่างที่ชื่อบทความเขียนไว้เลย ผมเพิ่งทำงานครบ 1 ปีพอดีเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์การทำงานของตัวเอง แต่อาจจะเกริ่น Background ตัวเองซักนิดนึงนะครับ

June 17, 2023

Cover of 2023 Year In Review

2023 Year In Review

เอาล่ะ จะปีใหม่แล้ว สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยตอนสิ้นปีคือ “Year In Review” ยังไงล่ะ ในปีนี้นิลก็ขอขอบคุณทุกคนที่ติดตาม Blog ของนิลมาตลอด รวมถึงคนที่ Support นิลด้วยนะครับ วันนี้ที่นิลจะมาเล่าสิ่งที่เป็น Highlight ที่เกิดขึ้นกับนิลใน 1 ปีที่ผ่านมานะครับ จะเป็นยังไง ไปดูกันเล้ย!

December 31, 2023

Cover of เที่ยวคนเดียวครั้งแรกที่ไต้หวัน

เที่ยวคนเดียวครั้งแรกที่ไต้หวัน

สวัสดีครับ ปีนี้เป็นครั้งแรกที่นิลเดินทางออกนอกประเทศคนเดียวและประเทศที่นิลไปคือไต้หวันครับ โดยเป้าหมายหลักของการไปในครั้งนี้ของนิลคือการไป WordCamp Asia 2024 และไปคลายเครียดครับ ซึ่งช่วงก่อนหน้าที่นิลจะไปนั้น งานทับตัวมากครับ นิลไม่ได้มีเวลาทำแผนยาว ๆ เลย นิลเลยเลือกการใช้ผู้ช่วยส่วนตัวของนิลในการวางแผนนั่นคือ “ChatGPT” นั่นเอง ทริปนี้จะชิบหายแค่ไหน ไปดูกันครับ

March 30, 2024

Cover of การ Set Expectation ในการทำงาน

การ Set Expectation ในการทำงาน

ความคาดหวัง น่าจะเป็นสิ่งที่คนทำงานหลาย ๆ คนละเลยมันไป บางคนคิดว่าก็ทำงานให้เสร็จ ๆ ไปพี่ ๆ Senior ก็น่าจะพอใจแล้วไม่ใช่หรอ หรือบางคนก็คิดว่าต้องพัฒนางานระดับ Premium ออกมา ใช้เวลานานมาก แต่ Senior หรือ PM ไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า ”ความคาดหวัง” ครับ

July 28, 2023